nisachon

เทคโนโลยีสมัยใหม่

เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ตรวจหามะเร็งรวดเร็ว-แม่นยำ

เมื่อวิวัฒนาการทางการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงยารักษาโรค ได้ถูกคิดค้นและพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ช่วยรักษาคนไข้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ต่าง ๆ
ซึ่งโรคมะเร็งก็ถือเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่คุกคามชีวิตคนทั่วโลกรวมถึงคนไทย ไปจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาวงการวิทยาศาสตร์ การแพทย์สมัยใหม่ได้พยายามพัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่มี เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อต่อสู้กับมะเร็งร้าย
ทั้งนี้หนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ ที่เกี่ยวกับโรคมะเร็งซึ่งถูกกล่าวถึงบ่อย ๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็คือ เครื่องเพท/ ซีที (PET/CT : Positron Emission Tomography/Computed Tomography) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่ ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานที่ผสานกัน ระหว่างเทคโนโลยีของเครื่อง PET และเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ที่มีประสิทธิภาพสูงในการนำมาใช้ตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง เครื่องเพท/ซีที จะทำหน้าที่เอกซเรย์ภาพของอวัยวะต่าง ๆ ของ ร่างกาย ให้ภาพที่มีความละเอียดสูง สามารถระบุตำแหน่งเซลล์ที่มีความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ และช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น โดยเครื่องเพท/ซีที รุ่นล่าสุด “ไบโอกราฟ 64 ทรูพอยท์” (PET/CT Biograph 64 True Point) ได้ถูกพัฒนาขึ้นอีก ขั้นด้วยการให้ความละเอียดคมชัดของภาพที่สูงขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิม สามารถสร้างภาพตัดขวางพร้อมกันถึง 64 ภาพต่อการหมุนหนึ่งรอบด้วยความเร็ว 0.33 วินาที ภาพที่ได้จึงมีความชัดเจนทั้ง 2 และ 3 มิติ และระบุรอยโรคได้แม้มีขนาดเล็กเพียง 3-6 มิลลิเมตร และสามารถให้รายละเอียดผลการตรวจที่แสดงให้เห็นความผิดปกติตั้งแต่ระยะ เริ่มแรกของโรคมะเร็ง ระบุตำแหน่งที่เซลล์มีความผิดปกติ ได้ถูกต้องแม่นยำ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ตรวจหาระยะของมะเร็ง ตรวจสอบการตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี เพื่อติดตามผลการรักษา และยังใช้ตรวจหาการลุกลามของมะเร็งที่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ หรือมะเร็งที่กลับมาเป็นใหม่หลังการรักษาได้ ถือเป็นรายละเอียดที่ไม่สามารถบอกได้ด้วยการตรวจวิธีอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)     นพ.ณรงค์ศักดิ์ เกียรติขจรธาดา อายุรแพทย์โรคเลือด และโรคมะเร็ง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ฯ กล่าวว่า โรคมะเร็งสามารถรักษาให้หายได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก เทคโนโลยีของเครื่องเพท/ซีที จะสามารถบอกตำแหน่งและขนาดของเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ แม้จะมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย สำหรับขั้นตอนการตรวจนั้นผู้ป่วยจะได้รับการฉีดสารเภสัชรังสีที่เป็น อนุพันธ์ของน้ำตาลกลูโคส ติดฉลากกับสารกัมมันตรังสีที่สลายตัวให้รังสี โพสิตรอนเข้าหลอดเลือดดำ ซึ่งสารที่ฉีดเข้าไปจะไปสะสมอยู่ในเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเพท/ซีที ทำการตรวจ โดยใช้เวลาเพียง 15-20 นาที เร็วกว่าเครื่องรุ่นก่อนถึง 2 เท่า เมื่อรวมขั้นตอนต่าง ๆ ของการตรวจจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง เท่านั้น
“สารกลูโคสที่ฉีดเข้า ร่างกายเมื่อไปสะสมในเซลล์แล้ว หากผู้ป่วยมีเซลล์มะเร็งในอวัยวะใด กลูโคสก็จะเข้าไปจับในเซลล์มะเร็งอวัยวะนั้นมากกว่าเซลล์ปกติ เครื่องจึงสามารถตรวจพบรังสีแกมมาในบริเวณเซลล์นั้นได้มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ทำให้ตรวจพบเซลล์มะเร็งได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย”
นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า “การตรวจด้วยเครื่อง นี้มีความปลอดภัย โดยสารกัมมันตรังสีที่ถูกฉีดเข้า ร่างกายไม่มีอันตราย และจะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ทั้งนี้ในส่วนของผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง หรือเป็นเบาหวาน หากจะตรวจด้วยเครื่องนี้แพทย์จะให้อินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้มีความ เหมาะสมก่อนที่จะฉีดสารกลูโคสเข้าร่างกาย อย่างไรก็ตามมะเร็งบางชนิด อาจจะไม่สามารถมองเห็นด้วยเครื่องนี้ เช่น มะเร็งปอดบางชนิด มะเร็งต่อมลูกหมากชนิดที่โตช้า ฯลฯ การตรวจด้วยเครื่องนี้จะเหมาะและเป็นประโยชน์สำหรับคนที่รู้ตัวว่าเป็น มะเร็ง เพื่อใช้ติดตามผลการรักษาและการลุกลามของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น ๆ ให้แพทย์ได้วางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง เช่น จะใช้วิธีการผ่าตัด หรือใช้เคมีบำบัด หรือต้องใช้ทั้งสองวิธีในการรักษาผู้ป่วย” ในต่างประเทศได้มีการทดลองใช้เครื่องเพท/ซีที คัดกรองเพื่อ หาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งจากคน 100 คน จะพบผู้ที่มีความเสี่ยงและมีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคประมาณ 3 คน การใช้เครื่องนี้เพื่อตรวจคัดกรองอาจจะไม่คุ้มค่า เพราะมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสูงถึง 65,000 บาท วิธีนี้จึงเหมาะใช้ตรวจกับคนที่มีความเสี่ยงและมีแนวโน้มว่าจะเป็นหรือคนที่ เป็นมะเร็งแล้วมากกว่า ซึ่งแพทย์จะสามารถนำผลไปวินิจฉัยและวางแผนเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมและมี ประสิทธิภาพเพื่อให้ผู้ป่วยหาย หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ เครื่องเพท/ซีที จึงมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ต่อเครื่อง ทำให้เครื่องนี้ยังมี ไม่แพร่หลายมากนักในเมืองไทย และมีให้บริการตรวจผู้ป่วยในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่ง คือที่ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลเอกชนอีกประมาณ 2 แห่งเท่านั้น !?!.

อ้างอิงเนื้อหาจาก : http://www.happyhospital.org/autopagev4/print_all.php?idp=topic&topic_id=368&auto_id=8
อ้างอิงภาพจาก : http://nuclearmedicine.stanford.edu/research/

——————————————————————————————————————–

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย และเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของเรา ตัวอย่างเช่น

1.   โทรศัพท์มือถือ ทำให้เราประหยัดเวลา ไม่จำเป็นต้องไปหาถึงที่ แต่ก็สามารถสื่อสารเรื่องๆต่างๆกันได้
2.   คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต ทำให้เรารับรู้ข่าวสารต่างๆ รวมทั้งการศึกษาหาความรู้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีและสะดวกต่อการใช้งาน อีกทั้งยังสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกันได้ด้วยโปรแกรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  MSN เป็นต้น
3.   ตู้ ATM เราสามารถสอบถามยอดเงินในบัญชี  การถอนเงิน โอนเงิน เป็นต้น ได้จากตู้ ATM ทำให้ประหยัดเวลาไม่ต้องไปเสียเวลารอคิวในธนาคารเป็นเวลานานๆ และตู้ ATM ก็มีบริการ 24 ชั่วโมงอีกด้วย

เทคโนโลยีที่เราใช้ในชีวิตประจำวันถึงจะมีประโยชน์มาก แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเท่านั้น เทคโนโลยีเหล่านี้ก็ยังมีข้อเสียอีกเช่นกัน  ภัยของเทคโนโลยีที่ประสบมากับตัวเอง คือ

1.   การคุยโทรศัพท์เป็นเวลานาน ทำให้ปวดหัวมาก บางครั้งก็มีอาการปวดหูด้วย
2.   การเล่นคอมพิวเตอร์นานๆก็ทำให้สายตาสั้นลง ปวดตาบ่อยมากขึ้น

ตัวอย่างภัยจากเทคโนโลยีต่างๆ

ไมโครเวฟ

ข้อมูลจากหนังสือ“การก่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บและการป้องกัน” เขียนโดย ดร.หงซานเปิ่นศาสตราจารย์ด้านโภชนาการ มหาวิทยาลัยสิงคโปร์กล่าวถึงผลร้ายที่เกิดจากไมโครเวฟว่า ในประเทศรัสเซียเยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ค้นพบว่า คลื่นไมโครเวฟจะทำให้สมองเสื่อม ความยาวของคลื่นสมองสั้นลง และบนฉลากขวดนมสำหรับเลี้ยงทารก มีการระบุอย่างชัดเจนว่า ห้ามใช้เตาไมโครเวฟต้มน้ำให้เดือด เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟ จะไปทำลายสารอาหารที่มีประโยชน์ในนมเสียหมด
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่อง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดย ศ.น.พ.สุรพล อิสรไกรศีล สาขาวิชาโลหิตวิทยาภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช พบว่า การสัมผัสหรือเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ภายในบ้านเรือนที่มีคลื่นแม่เหล็ก เช่นการใช้เครื่องเป่าผม คอมพิวเตอร์โทรศัพท์มือถือ เตาไมโครเวฟและการอาศัยอยู่ใกล้บริเวณที่มีสายไฟฟ้าแรงสูง จะทำให้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด AML ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญ

เครื่องถ่ายเอกสาร

เครื่องถ่ายเอกสารเป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่ง ที่พนักงานออฟฟิศจะต้องสัมผัสอยู่บ่อยครั้ง คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์กิจกรรม 5 ส. กองทัพเรือ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เครื่องถ่ายเอกสารเป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพผู้ใช้โดยไม่รู้ตัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามและ เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ให้มากขึ้น อันตรายที่เราจะได้รับจากเครื่องถ่ายเอกสารมีดังนี้
1. ก๊าซโอโซน เกิดจากการอัดและปล่อยประจุไฟฟ้าที่ลูกกลิ้งและกระดาษโอโซน บางส่วนเกิดจากการปล่อยแสงเหนือม่วง (UV) จากหลอดไฟฟ้าพลังงานสูงของเครื่องถ่ายเอกสาร ส่งผลให้เกิดความระคายเคืองต่อตา จมูก และคอ ทำให้หายใจสั้น วิงเวียน และปวดศีรษะเป็นสาเหตุของความล้าและการสูญเสียประสาทรับรู้กลิ่นด้วย คนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว เช่น โรคหอบหืดไม่ควรสัมผัสกับโอโซน
2. ฝุ่นผงหมึก เครื่องถ่ายเอกสารระบบแห้ง ประกอบด้วยผงคาร์บอนผสมกับพลาสติกเรซิน ส่วนเครื่องถ่ายเอกสารระบบเปียกผงหมึก จะละลายในสารละลายอินทรีย์พวกปิโตรเลียม ซึ่งมีอันตรายจากส่วนประกอบที่เป็นสารเคมีทั้งสิ้น การหายใจเอาผงหมึกเข้าไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ มีอาการไอและจามนอกจากนี้ สารไนโตรไพรินซึ่งพบในผงคาร์บอนดำ และไตรไนโตรฟูโอรีน (TNF) ก็เป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นสารที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือมีผลทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์อีกด้วย
3. แสงเหนือม่วง (รังสียูวี) รังสีจะแผ่ออกมาจากหลอดไฟพลังงานสูงภายในเครื่อง ขณะที่มีการถ่ายเอกสาร ทำให้เกิดการอักเสบของกระจกตาและมีผื่นคันตามผิวหนัง แต่มีผลน้อยมาก
4. สารละลายอินทรีย์จำพวกปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน เป็นตัวทำละลายในผงหมึกของเครื่องถ่ายเอกสารระบบเปียกทำให้เกิดการระคาย เคืองตา ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจเกิดอาการแพ้และเป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง
5. สารเคมีอื่น ๆ เช่น ซีลีเนียม แคดเมียมซัลไฟด์ซิงค์ออกไซด์ และโพลิเมอร์ ซึ่งถูกเคลือบไว้ที่ลูกกลิ้งมีลักษณะเป็นสารนำแสง ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจส่วนต้น ตา และชั้นเยื่อเมือกของกระเพาะอาหาร ตลอดจนเป็นสารก่อมะเร็ง แต่สารเหล่านี้จะถูกปล่อยออกมาในปริมาณน้อยมาก เกินกว่าที่จะตรวจสอบได้

อ้างอิง :  www.tttonline.net
http://computerservice.212cafe.com/archive/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


  • Mr WordPress: Hi, this is a comment.To delete a comment, just log in, and view the posts' comments, there you will have the option to edit or delete them.

หมวดหมู่

คลังเก็บ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: